วัดป่าภูนาหลาว อุดรธานี

วัดป่าภูนาหลาวเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม และสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สภาพป่ากับการดำเนินของวิถีชีวิตชุมชนอาศัยเกื้อหนุนกัน วัดป่าภูนาหลาวมีทิวทัศน์สวยงามมากเหมาะสำหรับปฏิบัติธรรมเพื่อเกิดความสงบในจิตใจมากกว่าการพัฒนาเชิงวัตถุเพื่อการท่องเที่ยวเชิงเศรษฐกิจ

วัดท่าโสม (ภูนาหลาว) เมื่อปี พ.ศ. 2519 พันตรีพยุงศักดิ์ ทรัพย์ชูแสง ได้มาดำรงตำแหน่ง นายอำเภอน้ำโสม ซึ่งขณะนั้นประเทศไทยของเรากำลังอยู่ในระหว่างการต่อสู้กับลัทธิคอมมิวนิสต์ หรือที่เรารู้จักกันว่า “ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์” ซึ่งราษฎรผู้หลงผิดไปนิยมลัทธินี้ ก็ตั้งตัวเป็นศัตรูกับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล หันไปจับอาวุธขึ้นมาประหัตถ์ประหารกัน เป็นเหตุให้มีผู้คนล้มตายไปเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะคนที่มีความเห็นไม่ตรงกันแล้ว จะหาเรื่องฆ่ากันได้ง่ายมาก เดือดร้อนกันไปทุกหย่อมหญ้าทั้งประเทศก็ว่าได้ จนมีคนระบายสีลงในแผนที่ประเทศไทยแล้วบอกว่าพื้นที่นั้นสีเขียว สีแดง สีชมพู เป็นการบอกให้รู้ว่าพื้นที่นั้นอันตรายหรือไม่ อันตรายมากน้อยแค่ไหนอย่างไร

อำเภอน้ำโสม จ.อุดรธานี นี้ก็เป็นอีกอำเภอหนึ่งที่ได้ชื่อว่า เป็นอำเภอพื้นที่สีแดง ซึ่งมีผู้ก่อการร้ายมากที่สุดในขณะนั้น เพราะเป็นพื้นที่อยู่ติดกั บจังหวัดชายแดนด้านประเทศลาว กล่าวคือ
– ทางด้านทิศตะวันตก ติดกับเขตอำเภอปากชม จังหวัดเลย
– ทางด้านทิศเหนือ ติดกับเขตอำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย
– ทางด้านทิศตะวันออก ติดกับเขตอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี
โดยเฉพาะที่ภูนาหลาว (คือสถานที่ตั้งวัดในปัจจุบัน) แห่งนี้ก็มีลักษณะเช่นเดียวกันคือ
มีเขตติดต่อกับ ตำบลต่าง ๆ ของอำเภอน้ำโสม คือ
ด้านทิศตะวันออกติดกับตำบลโสมเยี่ยม
ด้านทิศตะวันตกติดกับตำบลน้ำโสม
ด้านทิศใต้ติดกับตำบลนางัว (ซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ว่าการอำเภอ – สถานีตำรวจภูธร และหน่วยราชการต่าง ๆ ) อยู่ห่างจากตลาดนางัว ประมาณ 5 กม. เศษเท่านั้น ดังนั้นที่ภูนาหลาวแห่งนี้จึงเป็นที่เหมาะของผู้ก่อการร้ายยึดเป็นชัยภูมิที่ฝึกอาวุธซ่องสุมกำลัง วันดีคืนดีก็นำกำลังเข้าบุกโจมตีหน่วยงานของทางราชการ มีโรงไฟฟ้าและสถานีตำรวจเป็นต้น (ซึ่งยังมีหลักฐานปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน) ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ อาสาสมัคร และพลเรือนต้องเสียชีวิตในการต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายในสมัยนั้นไม่น้อยทีเดียวรวมแล้วมีถึง 80 ราย บาดเจ็บอีกก็มาก จนทางราชการและพ่อค้าประชาชนได้ร่วมใจกันจัดสร้างอนุสรณ์สถาน “อนุสาวรีย์วีรชนน้ำโสม” ขึ้น ตั้งตระหง่านอยู่กลางสี่แยกใกล้กับที่ว่าการอำเภอเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้อนุชนคนรุ่นหลังได้เห็นและรำลึกถึงอดีตที่ผ่านมาว่า เมื่อก่อนนี้ในดินแดนแห่งนี้บรรพบุรุษของเราเคยสละชีวิตและเลือดเนื้อเพื่อปกป้องไว้ให้เรา หรืออนุชนคนรุ่นหลังที่มีธรรมะในหัวใจ อาจมองลึกไปกว่านั้นว่านี้คืออนุสรณ์สถานของคนรุ่นเก่าเขาทำกัน เกิดการทะเลาะวิวาทกัน จนถึงขั้นจับอาวุธขึ้นมาประหัตประหารกัน ล้มตายไปมิใช่น้อยเพราะเราขาดธรรมะมิได้ปฏิบัติตามธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

Comments

comments

Post Author: Adisak

Traveller , Keepmagazine Editor ,Online Marketing Specialist , Teacher