บิลเบอร์รี่(Bilberry) สุดยอดผลไม้สมัยสงครามโลกครั้งที่2

175

บิลเบอร์รี่(Bilberry) : เป็นไม้พุ่ม ขนาดเล็ก ในตระกูล Ericaccae
ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Vaccinium myrtillus
สายพันธ์ : สายพันธุ์ใกล้เคียง กับ Blueberry แถบอเมริกาเหนือ
พบได้จากที่ใด : ประเทศแถบยุโรป แคนาดา และสหรัฐอเมริกา ในอังกฤษและยุโรปตอนเหนือ

เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วบิลเบอร์รี่ถูกนำมาทำเป็นแยมโดยใช้ผลที่สุกแล้ว และนอกจากผลของบิลเบอร์รี่เองแล้วก็ยังมีส่วนของใบและก้านที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์โดยการนำมาผลิตผ่านกระบวนการของการทำชาชงดื่ม เพื่อบำรุงสุขภาพกันอย่างแพร่หลาย และในยุคสมัยสงครามโลกครั้งที่2 ว่ากันว่าในสมัยนั้นมีนักบินของหน่วยทหารอากาศในประเทศอังกฤษ ได้นำผลบิลเบอร์รี่สุกมารับประทานและรู้สึกว่าทำไมเวลากลางคืน การมองเห็นถึงดีกว่าเดิมและอาการเมื่อยล้าในดวงตาก็มีอาการดีขึ้นด้วยจึงเป็นที่นิยมมากในสมัยนั้น ต่อมาอีก 20 ปี ได้มีการนำผลของบิลเบอร์รี่มาวิจัย ผลสรุปที่ออกมาก็คือบิลเบอร์รี่มีสรรพคุณในการบำรุงสุขภาพของดวงตาจริงๆ

จากผลการวิจัยในหลายๆประเทศในยุโรปได้ค้นพบว่าบิลเบอร์รี่มีสารสำคัญดังนี้

แอนโธไซยาโนไซด์ (Anthocyanosides) สามารถจับกับเซลล์บุผิว( pigmented epithelium) ที่จอภาพเรตินาได้ดี โดยมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ดีเลิศ (Anti-oxidant) ช่วยลดความเสื่อมของเซลล์ และคืนสภาพสาร rhodopsin ได้หลังจากถูกแสง จึงช่วยทำให้การมองเห็นในที่มืดได้ดี

แทนนิน(Tannins) มีฤทธิ์ในการสมานแผล(Astingent) และให้ผลในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรค เช่น พวกแบคทีเรียบางชนิด

ฟลาโวนอยด์(Flavonoid) ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (Anti-oxidant) เช่นกัน และยังเป็นสารตั้งต้นของฮอร์โมนหลายชนิดที่สำคัญต่อมนุษย์

กลูโคควินิน(Glucoquinine) เป็นสารที่มีฤทธิ์กระตุ้นให้การทำงานของอินซูลิน ทำให้การควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น

ประโยชน์ของบิลเบอร์รี่ที่ช่วยบำรุงดวงตามีอะไรบ้าง

ช่วยถนอมดวงตา ทำให้การมองเห็นในที่มืดดีขึ้น
ช่วยรักษาอาการตาบอดกลางคืน
ช่วยลดอาการเมื่อยล้าของดวงตา เมื่อใช้สายตานานๆ
ช่วยป้องกันเลนส์ตาและช่วยให้คอลลาเจนในตาในส่วน cornea และหลอดเลือดฝอยแข็งแรงขึ้น
ช่วยลดอนุมูลอิสระในจอตา ทำให้ป้องกันอาการเสื่อมที่มักจะเกิดกับดวงตาให้น้อยลงได้ เช่น ต้อกระจก ต้อหิน ต้อเนื้อ ตาเสื่อมในคนสูงอายุ(สายตายาว)

และประโยชน์นอกจากการบำรุงดวงตาแล้วยังมีประโยชน์ในการบำรุงสุขภาพอื่นๆอีกด้วยเช่น

สามารถใช้ลดอาการอักเสบในช่องปากและเยื่อบุช่องปากได้
ช่วยลดอาการเสื่อมของเซลล์ผิวหนัง ที่ทำให้เกิดจุดด่างดำของผิวพรรณได้
สามารถบรรเทาอาการท้องเสีย อาการคลื่นไส้ และภาวะอาหารไม่ย่อยได้
ช่วยลดภาวะการเจ็บปวดของเส้นเลือดขอด
ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับหลอดเลือด และลดโอกาสการเกิดสภาวะหลอดเลือดแข็งตัว
มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูงจึงทำให้ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ได้

Comments

comments