วัดพระแท่นบ้านแดง จังหวัด อุดรธานี

35

วัดพระแท่นบ้านแดง ที่ได้ชื่อวัด “พระแท่น” ก็เพราะอาศัยแท่นพระเก่า แต่ไม่มีพระพุทธรูปอยู่หลวงปู่จึงตั้งชื่อว่าวัดพระแท่น”วัดพระแท่น” ให้สมกับนามเดิมของแท่นพระเก่า พอหลวงปู่มาสร้างวัดแล้ว ชาวบ้านไทก็ได้อพยพย้ายบ้านเรือนทั้ง ๓๐ หลังคาเรือนมาอยู่ บริเวณรอบๆวัดและตั้งชื่อว่า “คุ้มใต้วัด” และ “คุ้มหัววัด”ชาวบ้านที่อยู่ต่างจังหวัดได้ยินชื่อของหลวงปู่จึงพากันอพยพมาอยู่มากยิ่งขึ้น ทางทิศเหนือของวัดติดกับบ้านไทเดิมมีหนองน้ำแห่งหนึ่ง เรียกว่า “กุดบ้าน” แต่ก่อนหนองน้ำแห่งนี้เคยมีข้าศึก และ คู่อริกันได้มาต่อสู้กันด้วยหอกดาบ พอเลิกต่อสู้กันแล้วต่างคนต่างลงอาบน้ำล้างเลือดทำให้หนองน้ำนี้เป็นสีแดงเต็มไปด้วยเลือดหลวงปู่ จึงได้ตั้งชื่อหมู่บ้านว่า..บ้านแดง” และที่มาของชื่อหมูบ้านอีกอย่างหนึ่งคือตอนที่หลวงปู่มาตั้งวัดครั้งแรกที่บริเวณแห่งนี้เต็มไปด้วยดอกไม้สีแดงและต้นไม้แดงขนาดใหญ่อยู่ในวัด จึงได้อาศัยตำนานหนองน้ำแดง ดอกไม้แดงและป่าไม้แดง เป็นที่มาที่หลวงปู่ตั้งชื่อบ้านแห่งนี้ว่า “บ้านแดงใหญ่” ความเป็นอยู่ของชาวบ้านแดงในสมัยนั้นอยู่กันอย่างมีความสุข และก็อุดมสมบูรณ์ไปด้วย ปู ปลา ไม่อดอยาก ไร่นาจับจองเอาที่ไหนก็ได้


ต่อมาคนต่างหมู่บ้านและต่างจังหวัดก็หลั่งไหลกันเข้ามาอาศัยบารมีของหลวงปู่มากันทุกวัน หลวงปู่จึงมีนโยบายแนวทางพัฒนาแผนใหม่ จึงได้วางผังหมู่บ้านและสถานที่ที่จะตั้งเมืองในอนาคตข้างหน้า จึงเริ่มตัดถนนหนทาง ถนนสายใหญ่ๆ ทั้งหมดก็มี ๘ สาย นอกจากนี้ได้ตัดถนนตรอกซอยจำนวนมาก เมื่อคนเข้าไปอยู่เต็มในแต่ละแปลงก็ตั้งคุ้มๆ หลวงปู่บอกว่าไม่ให้มีการซื้อขายที่ดินให้แบ่งปันกันอยู่ ในแต่ละคุ้มจะมีศาลาหนึ่งหลัง และมีหัวหน้าประจำคุมนั้น ๆ ที่ตรงไหนเป็นทุ่งไร่ทุ่งนาอยู่แล้ว หลวงปู่ก็จะซื้อเอาไว้ แต่ราคาต้องไม่เกิน ๖๐ บาท และหลวงปู่ได้หมายขอบเขตของหมู่บ้านเอาไว้ โดยใช้ไม้แดงขนาดใหญ่ฝังไว้เป็นจุด ๆ โดยรอบอาณาเขตที่บอกว่าจะเป็นเมือง หลวงปู่ปักหลักไว้ว่าตรงไหนจะเป็นของ หน่วยงานใด เช่น ตรงนี้เป็นของโรงเรียนประถม โรงเรียนมัธยม ที่ว่าการอำเภอ ไฟฟ้า อนามัย โรง พยาบาล เป็นตน เพื่อป้องกันไม่ให้มีปัญหาในภายหลัง ข้อนี้บอกได้เลยว่าหลวงปู่มองการณ์ไกล อย่างแน่นอน เมื่อผู้คนอพยพเข้ามาอยู่มากขึ้นหลวงปู่จึงนำชาวบ้านสร้างศาลา และกุฏิทางด้านทิศ ตะวันออกของวัด ในการสร้างนั้นตอนกลางคืนก็ให้พวกหนุ่มๆสาวๆที่มีกำลังแข็งแรงดีไปช่วยกัน ลากไม้โดยใช้รถขิ่งล้อ(รถที่มีล้อสำหรับลากไม้ ทำขึ้นมาจากไม้)พอไปตัดไม้ได้ก็เอาขึ้นรถเที่ยวละ ๓-๔ ท่อน ขนาดของไม้แต่ละท่อนยาวประมาณ ๘-๑๐ เมตร ในการลากก็เอาริ้วหนังผูกกับรถ แล้วช่วยกันลาก เสียงของรถไม้เสียดสีกันในตอนลากนั้นดังสนันหวั่นไหวไปทั้งป่าแถบนั้น และตอนที่ริ้วหนังที่ใช้ลากขาด หนุ่มสาวที่ช่วยกันลากไม้ล้มทับกันระเนระนาด ทำให้หนุ่มสาวได้รับความสนุกสนาน ผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยได้ไม่น้อยทีเดียว ทำอย่างนั้นเรื่อยมาทุกวันทุกคืน หากคืนไหนไม่ได้ไปลากไม้ชาวบ้านก็พากันออกไปตัดถนนตามถนนสายต่าง ๆ และบางพวกก็ช่วยกันเลื่อยไม้ที่ขนมาแล้ว จากการที่ชาวบ้านจากที่ อื่น ๆ ย้ายมาอยู่กันมากขึ้น หลวงปู่จึงตั้งธนาคาร ข้าวเปลือก และธนาคารโคกระมือเพื่อเจกจ่ายให้กับคนยากคนจน และมีผู้หญิงบางกลุ่มมาขอบวชชี (นุงขาวห่มขาว) รับอาสาทำอาหารเลี้ยงคนงาน ผู้ที่มาบวชชีจึงมีเป็นรายๆ

Wat Phra Thaen Ban Daeng Who got the name of the temple “Phra Thaen” because of the old altar But there was no Buddha image, Luang Pu named Wat Phra Thaen, “Wat Phra Thaen” in accordance with the old name of the old altar. When Luang Pu came to build a temple Thai villagers have evacuated all 30 houses to live. The area around the temple was named “Khum Tai Temple” and “Khum Hua Wat”. Villagers in other provinces heard the name of Luang Pu and therefore moved to live even more. To the north of the temple next to Ban Tai, there was originally a swamp called “Kud Ban”. In the past, this swamp used to have enemies and adversaries to fight with sword spears. When they stopped fighting each other, they bathed in a bloody bath, making this swamp a red color full of Luang Pu’s blood. Therefore, the village was named “Ban Daeng” and another origin of the name of the village is when Luang Pu first came to set up the temple, this area is full of red flowers and big red trees in the temple. Therefore relied on the legend of Nong Nam Daeng Red Flowers and Red Forest It is the origin that Luang Pu named this house “Ban Daeng Yai” The well-being of the Red villagers at that time lived happily. And it is rich with crab, fish, not starving. Farm fields can be taken anywhere.

Later, people from different villages and provinces flocked to live in the prestige of Luang Pu every day. Luang Pu has a policy and approaches to develop a new plan. Therefore, the village and the place where the city will be located in the future has been planned. Therefore began to cut roads, all major roads, there are 8 roads, in addition, many roads and alleyways have been cut When people are full in each plot, it is worth it. Luang Pu said that the land was not traded to share. In each Khum there is a pavilion. And there is a supervisor in which there is a field Luang Pu will buy it. But the price must not exceed 60 baht and Luang Pu has defined the boundary of the village Using a large red wood embedded in a spot around the territory that says it will be a city Luang Pu has set his sights on what departments will belong to, for example, this is an elementary school. High school The district office, electricity, sanitation, hospitals are themselves to prevent problems later. This point can be said that Luang Pu is definitely foresight as more and more people migrate, so Luang Pu leads the villagers to build a pavilion. And a cubicle on the north side East of the temple In the construction, at night, the young, vigorous youngsters would come together to help. Haul wood using a wheeled car (a car with wheels for hauling wood Made out of wood), after cutting the wood, take 3-4 pieces per trip, the size of each piece is approximately 8-10 meters long. And help each other drag The sound of wooden cars rubbing against each other as they dragged them, shaking through the forest. And when the streak of the leather used to drag ripped off Young people who help pull the falling trees on top of each other Make young people have fun Relaxing tiredness quite a bit. Keep doing that every day and every night. If there were no lumber in the night, the villagers went out to cut the roads and some of them saw the logging they had already carried. As more and more villagers from other places moved to each other Luang Pu set up a paddy bank and a cattle bank to pay for the poor. And some groups of women came to ask for ordination (Nung, white-clad) accepting volunteers to cook food for workers There are individuals who come to be ordained individually.

Comments

comments