เรื่องสยองขวัญที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง หนองคาย

306

เมื่อปลายปี 2543 ผมไปเที่ยวจังหวัดหนองคายตามคำชักชวนของเพื่อนชื่อดำรง ซึ่งเป็นข้าราชการอยู่ที่นั่น โดยจองห้องโรงแรมฮอลิเดย์อินน์ให้พักผ่อนอย่างสบาย ตอนบ่ายแก่ๆ เพื่อนก็เอารถมารับไปชมเมืองกัน

ผมเคยเที่ยวหนองคายและท่าบ่อ บึงกาฬ มาสิบกว่าปีแล้ว เคยลงเรือหางยาวข้ามฟากไปท่าเดื่อด้วย ตอนนั้นหน้าแล้ง ตลิ่งสูงมากจนแหงนคอตั้งบ่า แม่น้ำโขงแคบและขุ่นข้นจนนึกถึงเพลง “ขุ่นลำโขง” ของหม่อมถนัดศรีที่เคยชอบเมื่อสมัยเด็กๆ

มาถึงตอนนี้แทบจะจำหนองคายไม่ได้ เพราะเจริญผิดหูผิดตา ตึกรามสูงๆ โรงแรมหรูหรา ห้างสรรพสินค้าก็มาก รถราขวักไขว่ ผู้คนพลุกพล่านหนาตาเหมือนอยู่ในกรุงเทพฯ ทั้งคนพื้นเมืองและนักท่องเที่ยว คนไทยคนลาวเดินปะปนกันคึ่กๆ แทบไม่รู้ว่าใครเป็นใคร

ดำรงบอกว่าภรรยาพาลูกๆ ไปเยี่ยมพ่อแม่ที่สกลนครพอดี ไม่งั้นคงจะชวนมากินอาหารเย็นกันที่ริมโขง ต่อจากนั้นจึงค่อยตระเวนราตรีหนองคายกันให้สนุกถึงใจ เหมือนผมเคยพาเขาเที่ยวกรุงเทพฯ เมื่อตอนต้นปี

ในที่สุดเราก็ไปนั่งดื่มเบียร์กันที่ร้านเรือนแพหายโศก ริมหาดแม่น้ำโขง

ดำรงจัดการสั่งกับแกล้มพวกปลาล้วนๆ ทั้งปลาลวกจิ้ม ปลาทอด บอกว่าของสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ ปลาบึกผัดเผ็ด ใครไม่ได้กินถือว่ายังมาไม่ถึงหนองคาย

บรรยากาศเย็นสบาย ผู้คนแทบเต็มหาดจอมมณี ทั้งนั่งกินลมชมวิว ทั้งเดินเล่นบ้าง ตั้งวงดื่มกินบ้าง ดำรงบอกว่าหาดจอมมณีได้ฉายาว่า

“พัทยาอีสาน” คิดดูแล้วกันว่างดงามและโด่งดังขนาดไหน

จู่ๆ เขาก็เล่าเรื่องแปลกประหลาด น่าขนหัวลุกให้ฟัง

เมื่อปีที่แล้วมีญาติคนหนึ่งเดินทางจากอเมริกามาเยี่ยมบ้าน เป็นหลานชายชื่อแจ๊ก ไปเรียนหนังสือจนจบแล้วทำงานอยู่ที่นิวยอร์กหลายปีจนได้สัญชาติอเมริกา ดำรงมีศักดิ์เป็นอาก็พาเที่ยว และได้ความรู้แปลกๆ จากหลานว่าที่ประเทศนั้นไม่ต้องมีบัตรประชาชนเหมือนบ้านเรา แต่ส่วนมากจะมีใบอนุญาตขับรถยนต์กันแทบทุกคน

วันหนึ่ง หลานชายเกิดข้ามฟากไปเที่ยวฝั่งลาวโดยไม่ได้บอกกล่าว จนขากลับมาตอนค่ำก็มีเรื่องแปลกๆ มาเล่าให้ฟัง

เป็นที่รู้กันว่าขาไปทางด่านไม่ค่อยเข้มงวดนัก แต่เวลาขากลับตรงกันข้ามเนื่องจากมีคนลาวชอบลักลอบข้ามแดนมา ทั้งเยี่ยมญาติบ้าง มาหางานทำบ้าง ต้องตรวจตรากันรอบคอบพอสมควร

ถ้าเป็นแม่ค้าพ่อค้าที่ข้ามไปมาเพื่อค้าขายจนคุ้นหน้ากันก็ไม่มีปัญหา เพราะส่วนมากจะมาเช้ากลับเย็น แต่คนไทยที่ข้ามไปลาวมักตรงกันข้าม คือไปเช้ากลับมาตอนเย็น

ต้องตรวจใบผ่านแดนบ้าง บัตรประชาชนบ้าง เรื่องนี้ทำให้เกิดความสับสนได้เอาการ เพราะมีการทำบัตรประชาชนปลอมกันบ้าง หรือคนไทยถูกหาว่าเป็นคนลาวใช้บัตรปลอมบ้าง

ขนาดอดีตรัฐมนตรีท่านหนึ่งยังเคยโดนกักตัวที่ด่านมาแล้ว เพราะเจ้าหน้าที่ไม่รู้จัก แถมยังคิดว่าเป็นคนลาวปลอมเป็นไทย ต้องการจะหลบหนีเข้าเมือง! กว่าจะมีคนไปยืนยันก็เสียเวลาไปนานโข

ค่ำนั้น แจ๊กกลับมาฝั่งไทยก็ถูกตรวจบัตร แจ๊กจึงหยิบใบขับขี่ของอเมริกาให้ดู อธิบายว่าไม่ได้อยู่เมืองไทยหลายปีแล้วจึงไม่มีบัตรประชาชนของไทย มีแต่บัตรแผ่นนี้เท่านั้นแหละ

การพูดจาฉาดฉาน สำเนียงไทยชัดเจน ไม่มีสิ่งใดส่อพิรุธ เจ้าหน้าที่ก็หมดความสงสัย แต่พิจารณาดูใบขับขี่ที่ติดรูปแจ๊กอยู่นานพอควร ก่อนจะส่งคืนให้พร้อมกับพูดยิ้มๆ ว่า เกิดมาก็เพิ่งเคยเห็นบัตรชนิดนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต

“ไปเถอะคุณ เชื่อแล้วว่าคุณเป็นคนไทยจริงๆ ขอโทษที่ทำให้เสียเวลา…พาแฟนไปเถอะครับ ไม่ต้องตรวจอีกคนก็ได้ เสียเวลาคนอื่นเขาเปล่าๆ”

แจ๊กขอบคุณแล้วเดินออกมาได้ 2-3 ก้าวก็ชะงัก เขากลับมาคนเดียวแท้ๆ ไม่มีแฟนที่ไหนหรอก เจ้าหน้าที่คงเข้าใจผิดว่าผู้หญิงข้างหลังคงจะมาด้วยกัน…จึงหันไปดูโดย สัญชาตญาณมากกว่าตั้งใจ

ชายหนุ่ม 2 คนสะพายกล้อง หยุดให้ตรวจบัตรแล้วเดินตามเขามาด้วยท่าทางปกติ…ไม่มีผู้หญิงในช่วงนั้นแม้แต่คนเดียว

ลมเย็นๆ จากแม่น้ำโขงพัดวูบจนขนลุกซ่า แจ๊กตัดสินใจเดินย้อนกลับไปถามเจ้าหน้าที่คนเดิมว่า ทำไมถึงบอกให้เขาพาแฟนไปได้ ในเมื่อเขามาคนเดียว คนที่รอ***ู่ข้างหลังก็ไม่ใช่ผู้หญิง แต่ได้รับการยืนยันว่าตอนที่ตรวจบัตรแจ๊ก มีผู้หญิงผมยาวแต่งชุดดำยืนอยู่ติดๆ กับแจ๊กนั่นเอง

“พอคุณออกไปเธอก็เดินตามหลัง อ้าว? หายไปไหนแล้วล่ะ หรือว่า…”

แจ๊กรีบนั่งรถกลับบ้านมาเล่าให้อาฟัง…อดระแวงไม่ได้ว่ามีใครตามหลังมาจาก ฝั่งลาวอยู่หรือเปล่า? ต้องปลอบว่าเกิดการตาฝาดหรือเจ้าหน้าที่ล้อเล่นเท่านั้นเอง

ดำรงเล่าเรื่องจบ สายลมก็พัดวูบมาพอดีจนทำให้ผมเย็นสันหลังชอบกล…คิดเสียว่าลาว-ไทยคือพี่ น้องกัน ข้ามโขงไปมาหาสู่กันได้ไม่ว่าคนหรือผีก็ตาม จริงไหมครับ?

Comments

comments